ความล้มเหลวของการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน

Glyn Holton เป็น risk manager ที่ผมชื่นชมมากคนหนึ่ง เพราะการมองเรื่องราวได้ ขาด และลึก เมื่อสองสามวันก่อนเขากล่าวในเว็บไซท์ GlynHolton.com ว่า ตั้งแต่การบริหารความเสี่ยง (ทางการเงิน) กลายเป็นเรื่องที่ทุกคนพูดถึงหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 1997 ทั้งรัฐบาล สถาบันการเงิน องค์การระหว่างประเทศ ได้พูดถึงการพัฒนาใหม่ๆ มากมาย มีตำแหน่งงานด้านความเสี่ยงเกิดขึ้นแทบทุกวัน แต่ผลลัพธ์จนถึงวันนี้ต้องนับว่าเป็นความล้มเหลวของทั้งวงการ เห็นชัดจากเหตุการสำคัญหลายอย่าง ที่เป็นผลจากการบริหารความเสี่ยงที่ไม่ได้ผล เช่น

  • คดี Enron, Worldcom
  • ฟองสบู่ตลาดหุ้นสหรัฐ ปี 2001
  • ปัญหา mutual fund timing
  • Hedge fund ล้มระเนระนาด (ดูรายการที่ http://hf-implode.com กรณีที่ดังมากๆ คือ Amaranth)
  • สินเชื่อ sub-prime ของสหรัฐ ที่ทำตลาด credit ปั่นป่วนตั้งแต่ปี 2007
  • กรณี Jérôme Kerviel กับ Société Générale

เขาเสนอว่า วงการบริหารความเสี่ยงต้องมีการปรับเปลี่ยนทางโครงสร้างพื้นฐาน คล้ายกับการสร้างมาตรฐานการบัญชีช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และสิ่งที่ธนาคารใหญ่ๆ ทำอยู่ตอนนี้ (เปลี่ยน CEO, แต่งตั้ง CRO) นั้นยังไม่เพียงพอ Glyn เคยเขียนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่เขาเห็นว่าจำเป็นไว้ในหนังสือ/บทความหลายๆ แห่ง ผมกำลังรวบรวมและจะเขียนถึงอีกซักทีเมื่อมีโอกาสครับ

Walking Away

ปรากฏการณ์หนึ่งที่ทำให้ default rate สินเชื่อที่อยู่อาศัยในสหรัฐสูงมากในตอนนี้ คือการที่คนกู้เลิกผ่อนซะเฉยๆ ถึงแม้ว่าบางคนจะยังมีความสามารถผ่อนต่อได้ก็ตาม สาเหตุเพราะราคาที่อยู่อาศัยที่ตกต่ำ ทำให้ราคาตลาดนั้นต่ำกว่าจำนวนเงินที่ต้องผ่อนชำระต่อ ตัวอย่างสมมุติเช่นบ้านเราตอนซื้อราคา 3.5 ล้าน ตอนนี้เหลือต้องผ่อนต่ออีก 3 ล้าน แต่บ้านข้างๆ กัน แบบเดียวกันเลย ตอนนี้ประกาศขาย และราคาตกมาเหลือแค่ 2.8 ล้าน แทนที่จะผ่อนบ้านเรา ก็เลิกผ่อนบ้านตัวเองให้ถูกยึดไป แล้วซื้อบ้านข้างๆ ดีกว่า* ซึ่งถ้ามองทางเศรษฐศาสตร์ก็ถือว่าตัดสินใจถูกแล้ว (แต่มีผลกับประวัตินะครับ)

การที่ราคาตลาดต่ำกว่าเงินที่ต้องผ่อนนี้ เรียกว่าเจ้าของมี negative equity ในทรัพย์สินนั้น

การมี negative equity ในที่อยู่อาศัยนี้ มีไม่บ่อย เพราะเหตุผลสามอย่าง

  1. ราคาบ้านไม่ค่อยตก
  2. ผู้ให้กู้มักจะขอให้ดาวน์ 10–20% ของราคา ณ ตอนซื้อขาย คนกู้มีส่วนนี้ที่เสียไปแล้ว ถ้าราคาไม่ตกมากๆ เลย ก็จะยังไม่คุ้มที่จะเดินหนี
  3. ยิ่งผ่อนไปเรื่อยๆ คนผ่อนก็ยิ่งมีเงินติดอยู่กับบ้านมากขึ้น ก็ยิ่งไม่คุ้มที่จะเดินหนี

การ walk away ในตลาดบ้านสหรัฐตอนนี้ เกิดขึ้นมากกับบ้านที่เพิ่งซื้อไม่นาน (ต่ำกว่า 18 เดือน) และดาวน์น้อยๆ (5% หรือบางทีไม่ต้องดาวน์เลยก็มี)

*ในกรณีที่ผู้ให้กู้ไม่มีสิทธิ์ฟ้องไล่เบี้ยเท่านั้น (สินเชื่อแบบ non-recourse) ซึ่งผู้ให้กู้ก็จะได้เงินคืนแค่เท่าที่เอาบ้านที่ยึดได้ไปขายทอดตลาด